แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

KIT คิด หลักการทำงานจากสมเด็จพระบรมราชชนก

"สมเด็จพระบรมราชชนกทรงสั่งสอนนักเรียนอยู่เสมอคือ หลักของการทำงาน สรุปได้ว่าต้องมี

1.ความรู้ในสิ่งที่พึงกระทำ (Knowledge) 

2.ต้องมีไหวพริบในการกระทำ (Intelligence)

3.ต้องมีความละเอียดถี่ถ้วน (Thoroughness)

เพื่อให้จำง่ายให้รวมอักษรตัวแรกว่า KIT หรือ คิด คือการเตือนให้ใช้ความคิด"

ข้อคิดดีๆที่ได้จากหนังสือพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจสมเด็จย่า ซื้อหาได้จากพระตำหนักดอยตุง เชียงราย 







สำหรับคนทำงาน หากต้องการประสบความสำเร็จด้วยการนำหลักการที่ท่านได้ทรงสั่งสอนไว้ ก็จะเป็นการดีมาก โดยที่

1. ต้องเชี่ยวชาญในสาขา ตำแหน่ง แผนก หรืองานที่ตนรับผิดชอบให้ดี มิใช่การทำงานแบบขอไปที เข้าเช้า ออกเย็น รอรับเงินเดือนอย่างเดียวไม่ได้ ความเชี่ยวชาญที่ว่านี้ ก็หมายรวมถึงการที่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ให้กับผู้อื่นได้ ทั้งสอนลูกน้องให้ทำงานเป็น มอบหมายงานให้ลูกน้องไปทำต่อได้อย่างไม่ติดขัด หรือแม้แต่การรายงานผลการทำงานของเรา้เองให้กับหัวหน้า่งานได้รับทราบ และเข้าใจ เมื่อหัวหน้านำไปรายงานต่อ หรือขยายผลงานของเราให้เป็นโครงการที่ส่งผลดีต่อการเติบโตขององค์กร ก็สามารถทำได้ทันที และที่สุด ใคร ๆ ก็จะต่างชื่นชมในสิ่งที่เราทำอย่างเข้าใจ มิใช่การชื่นชมแค่ผิวเผิน 

2. นอกจากความฉลาดแล้ว ก็ต้องมีความเฉลียวด้วย ลงมือทำสิ่งใด ควรทำอย่างรอบคอบ คิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ คิดให้รอบด้าน เมื่อคิดแล้วลงมือทำ หากเจออุปสรรค ก็สามารถวิเคราะห์ ตรึกตรองปัญหา และหาทางออกได้อย่างไม่ยากเย็น แม้จะไม่สามารถแก้ได้ในครั้งแรก แต่ไม่หยุดหาคำตอบ มุ่งมั่น ตั้งใจที่จะศึกษาอย่างละเอียด เข้าใจในปัญหา รับรู้กระบวนการตั้งแต่ต้นจนสุดท้ายอย่างถ่องแท้ ท้ายที่สุด คำตอบจะอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน

3. เวลาลงมือทำงาน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ยากหรือง่าย ไม่ควรทำแบบผักชีโรยหน้า แต่ต้องทำงานอย่างจริงจัง ทำความเข้าใจในงานในทุุกรายละเอียด ไม่มองข้ามจุดใดจุดหนึ่งไปอย่างประมาท หากไม่แน่ใจ ควรเขียนรายการออกมา วิเคราะห์แต่ละข้อ และประเมินความเป็นไปได้ ความละเอียดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวงานเท่านั้น แต่หมายถึงความละเอียดกับการใส่ใจต่อคนรอบข้างที่อาจได้รับผลกระทบต่องานที่ทำ ทั้งด้านกายภาพและจิตใจ คิดสะระตะไว้ก่อนว่า จะมีผู้ใดได้รับผลกระทบบ้าง หากต้องแจ้งให้เขารับทราบ ควรทำทันที หากต้องการความร่วมมือ ควรขอร้องอย่างจริงใจพร้อมให้ข้อมูลแก่เขาให้ครบถ้วน ไม่ควรกั๊กไว้ประหนึ่งเกรงจะถุกฉกชิงผลงานไป หากมีความจริงใจต่อกันแล้วละก็ ไม่ว่างานไหน ๆ ก็สำเร็จไปด้วยความสาัมัคคีร่วมกันแน่นอน

คิดเสมอ ก่อนลงมือทำ

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

จงเป็นผู้นำของผู้นำ มิใช่แค่ผู้นำของผู้ตาม


จงเป็น...

ผู้นำของผู้นำ

มิใช่แค่..
ผู้นำของผู้ตาม
จงเป็นผู้นำของผู้นำ มิใช่แค่ ผู้นำของผู้ตาม
ใคร ๆ ก็เป็นผู้นำได้ เพียงแค่คุณฝึกและหมั่นสร้างภาวะผู้นำให้เกิดกับตัวเรา ในหลายตำรา ในหลายอาจารย์ และในหลายสำนัก ต่างก็บอกเหมือนกัน

แต่การจะเป็นผู้นำให้ยืนยาว และเป็นผู้นำเหนือผู้นำนั้น ใคร ๆ ก็ทำ ได้จริงหรือ เพราะมันต้อง กล้า ซ่า บ้า และท้าทาย กว่าจะขึ้นมายืนล้ำหน้าทุกคน
สตีฟ จ๊อปส์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากคนหนึ่ง Nokia เคยเป็นผู้นำที่คิดเพียงมีผู้ตาม ทำให้ผู้คนหันมาใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งถือว่าทำให้เราเปลี่ยนลักษณะการดำเนินชีวิต แต่ Nokia ก็พอใจเพียงแค่นั้น และไม่ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ อีกเลย แต่จ๊อปส์ไม่คิดอย่างนั้น เขาต้องการเป็นผู้นำของผู้นำ ด้วยการโค่น Nokia และสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ โลกใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว กับเทคโนโลยีที่เกือบครึ่งของประชากรโลกต้องใช้โทรศัพท์เพื่อ social network มิใช่เพียงโทรเข้า โทรออก และกลายเป็นตระกูล "i-" fever รวมถึงสร้างผู้นำของผู้ตามให้เกิดขึ้นใหม่ คือ Samsung
เมื่อจ๊อปส์เสียชีวิต Apple ก็ไม่สามารถรักษาความเป็นผู้นำของผู้นำได้ และกลับไปคืนสู่ความเป็นผู้นำของผู้ตาม เหมือนที่ Nokia เคยเป็น

ผู้นำของผู้นำจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยาก (ถ้ายาก คงไม่มีใครทำได้)


ใคร ๆ ก็เป็นที่หนึ่งได้ แต่การจะรักษาความเป็นที่หนึ่งไว้ตลอดไปนี่สิ ยาก

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ลงมือทำ ทำได้ และทำสำเร็จ


จงลงมือทำเมื่อแน่ใจจริง ๆ ว่า

สิ่งนั้น คุ้มค่าที่จะทำ และ

สามารถจะทำได้

และ เมื่อลงมือทำแล้ว

ต้อง สำเร็จ

เคยนับไหมคะ ว่าในช่วงชีวิตการทำงาน มีกี่ครั้งที่เราต้องรับปากและลงมือทำงานที่เราไม่ถนัด หรือไม่มั่นใจว่าเราจะทำได้ หรือรู้ว่าทำไม่ได้แน่ แต่เรากลับไม่กล้าปฏิเสธงานนั้นไป ด้วยเหตุผลร้อยแปด พร้อมกับคำว่า “ได้ค่ะ” “ได้ครับ” หลุดออกมาจากปากเราแบบไม่ทันได้คิดให้ถี่ถ้วน

เป็นเรื่องปกติค่ะ โดยเฉพาะในหมู่คนไทย ที่มักจะไม่กล้าบอกปัดงานนั้น ๆ เหตุผลหลักมีอยู่แค่สองอย่าง คือ

1.       ความเกรงใจ ไม่ว่าจะเกรงใจเจ้านาย เกรงใจเพื่อนร่วมงาน เกรงใจลูกค้า เป็นต้น ดูเหมือนคำว่า “เกรงใจ” จะกลายเป็นพฤติกรรมประจำชาติของคนไทยในที่ทำงานไปแล้ว (แต่พอออกนอกที่ทำงานเมื่อไหร่ ทำไมความเกรงใจหายไปหมดก็ไม่รู้ ดูได้จากการใช้สิ่งของหรือสถานที่สาธารณะร่วมกัน ตามหมู่บ้านขนาดเล็กถึงกลาง พบเห็นจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นต้น) แต่ตัวเกรงใจนี่ มักเจอประเภทเกรงใจกับคนที่เรารัก เราชอบ หรือคนที่มีผลได้ผลเสียกับเรา แต่กลับขาดความเกรงใจและปฏิเสธทันควันกับคนที่เราไม่ชอบ ไม่อยากร่วมงานด้วย หรือเราไม่ได้ประโยชน์อะไร ทั้ง ๆ ที่งานนั้น มีความสำคัญกับบริษัท

2.       ความกลัว สิ่งที่น่ากลัวอันเป็นสาเหตุต่อเนื่องจากความเกรงใจ เพราะความกลัว เป็นสารตั้งต้นของความเกรงใจ เป็นปีศาจของการไม่ประสบความสำเร็จ บางคนกลัวว่าถ้าปฏิเสธเจ้านายไปแล้ว เจ้านายจะไม่สนับสนุน บางคนกลัวว่า ปฏิเสธไป จะเป็นการขัดใจเจ้านายแล้วจะมีผลกับการประเมินผลการทำงาน หรือโดนเจ้านายกลั่นแกล้งให้งานหนักในภายหลัง บางคนกลัวเพื่อนร่วมงานไม่คบหาสมาคมแค่เพราะไม่ช่วยทำงานนั้นให้ บางคนกลัวสารพัด ไม่น่าเชื่อที่หลายคนไม่เคยกลัวว่าหากทำไปแล้วทำไม่ได้ หรือทำไปแล้วล้มเลิกกลางคันจะก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ หรือไม่

ไม่ผิดหรอกนะคะ หากสองสิ่งนี้ เป็นเรื่องจริงกับชีวิตคุณซึ่งเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง ที่มักจะรับปากทำงานไปก่อน แล้วทำได้หรือทำไม่ได้ ค่อยว่ากันทีหลัง เลิกกลางคันก็คงไม่เป็นไร (มั๊ง)

แต่มิใช่กับคนที่ต้องการก้าวหน้าในอาชีพไปสู่ตำแหน่งผู้บริหารในอนาคต

เพราะคนที่จะเป็นใหญ่ในวันข้างหน้า หลักอย่างหนึ่งคือการต้องมีภาวะผู้นำ และหนึ่งในกฏของผู้นำก็คือ

“จงลงมือทำเมื่อแน่ใจจริง ๆ ว่าสิ่งนั้นคุ้มค่าที่จะทำ และสามารถจะทำได้ และเมื่อลงมือทำแล้ว  ต้องสำเร็จ”

****************************************************************************

อะไรที่เกินความสามารถ คนที่จะเป็นผู้นำที่ดีและยิ่งใหญ่ เขาจะปฏิเสธและไม่ทำค่ะ เพราะเขาทราบว่า โอกาสประสบความสำเร็จน้อยหรือไม่มีเลย หากทำลงไป แล้วต้องล้มเลิกระหว่างทาง ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากกว่าการปฏิเสธไม่ทำแต่เสียทีแรก เสียทั้งเรื่องเวลาและทรัพยากร หรืออาจจะบั่นทอนกำลังใจคุณไปเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสัดส่วนงานที่ไม่สำเร็จต่องานสำเร็จมีมาก

เมื่อใครก็ตาม ได้ขอร้องให้คุณช่วยงานหรือรับงานไปทำ สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ พิจารณาตัวคุณเองว่า คุณทำได้หรือทำไม่ได้ มั่นใจแค่ไหนว่าคุณทำได้ หากประสบพบปัญหาระหว่างทาง คุณจะมีวิธีแก้ปัญหา(คร่าวๆ) หรือไม่ จากนั้นก็พิจารณาตัวงาน ว่างานที่จะทำนั้น เป็นไปได้หรือไม่ในทางปฏิบัติ หรือมันเป็นเพียงแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของเจ้านายเท่านั้น

หากไปเจอลูกตื้อมาก ๆ เข้า อย่าปากหนักค่ะ ถามขอข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ยิ่งกว่ากับการตัดสินใจของคุณ เช่น เป้าหมาย ผู้ร่วมงาน ระยะเวลาของงานนั้น กำหนดส่ง และความคาดหวัง

จากนั้น ถ้าคุณพิจารณาทุกสิ่งอย่างที่มีแล้ว ตอบตัวเองได้ว่า งานนี้ ฉันทำไม่ได้แน่ ก็ขอให้ปฏิเสธกลับไปพร้อมคำอธิบายว่าเหตุใดคุณจึงต้องปฏิเสธ อย่าเล่นตอบแค่ว่า “ไม่เอาอ่ะ ผม/หนู/ดิฉัน ทำไม่ได้ ให้คนอื่นทำเหอะ ความสามารถผมไม่ถึง” ตอบแบบนี้เมื่อไหร่ คุณเป็นได้เจอลูกบังคับกลับมาแน่นอน

คนทำงานเก่ง เป็นผู้นำคนอื่นได้ ต้องหัดวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและความจริง

หากคุณคิดว่าคุณทำได้ รับปากทำงานนั้นเถอะค่ะ ลุยไปเลย มั่นใจแล้ว ทำให้สุด

และเมื่อทำแล้ว จงทำมันให้สำเร็จ อย่าท้อถอย และไม่ล้มเลิกกลางคัน

“ท้อได้ แต่อย่าถอย.....ถอยได้ แต่อย่าถอน”

จำไว้เสมอค่ะ ว่า...

“เมื่อลงมือทำ จงมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จเท่านั้น”